กฎหมายด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารที่ควรรู้ สำหรับผู้ประกอบการ

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการบริโภคของมนุษย์เพื่อการดำรงชีวิต โดยอาหารเป็นสินค้าประเภทที่มีการซื้อขาย จำหน่ายตามสภาพของกลไกทางการตลาด จึงมีเรื่องการโฆษณาส่งเสริมการขายอาหารในหลากหลายรูปแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากข้อมูลที่ผู้บริโภคได้รับจากการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้นไม่เพียงพอหรือบิดเบือน มีข้อผิดพลาด หรือการโฆษณาที่เป็นเท็จเกินจริง ในการหลอกลวงจนผู้บริโภคซึ่งไม่เป็นธรรมและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคในด้านสุขภาพและความปลอดภัย ทางรัฐจึงได้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกำกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารไว้ คือ การโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารผ่านสื่อโฆษณาจะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเสียก่อนซึ่งการโฆษณาในปัจจุบันมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการส่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไปยังผู้บริโภค ทั้งยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคสินค้าด้วย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยใช้ข้อมูลจากการโฆษณาในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ดังนั้น หากผู้ประกอบการกระทำการโฆษณาเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวโดยไม่มีคุณธรรมหรือขาดความรับผิดชอบย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคและสังคมส่วนรวม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร ดังนั้น การให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมพึงตระหนักและร่วมกันดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

สำหรับมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร จะประกอบไปด้วย การใช้ชื่ออาหารต้องไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญไม่เป็นเท็จไม่เป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ ทำให้เข้าใจผิดหรือขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย คือ

1.ภาพและข้อความบนฉลากที่ปรากฏอยู่ในสื่อโฆษณาหรือประกอบข้อความโฆษณา ต้องถูกต้องตามกฎหมายและตรงตามความเป็นจริง

2.การโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพของอาหารให้แสดงคุณประโยชน์คุณภาพของอาหารทั้งตำรับและจะอนุญาตให้โฆษณาโดยการแจกแจงคุณประโยชน์ของสารอาหารแต่ละชนิดที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นั้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีคุณประโยชน์เหล่านี้จริง

3.การแสดงข้อความกล่าวอ้างทางโภชนาการรวมทั้งการใช้ข้อมูลทางโภชนาการส่งเสริมการขาย เช่น แคลเซียมสูง ไขมันต่ำ ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

4.การโฆษณาจะต้องใช้ข้อความ ภาพ หรือเสียงที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจอย่างชัดเจนว่าอาหารนั้นมีแหล่งผลิตที่ใด

5.ห้ามโฆษณาอาหารโดยวิธีเลี่ยงให้เป็นการโฆษณาชื่อสถานประกอบการ ซึ่งมีชื่อพ้องหรือชื่อเดียวกับชื่อผลิตภัณฑ์

6.การนำเครื่องหมายต่างๆ มาประกอบโฆษณาจะต้องมีหนังสือรับรองจากองค์กรนั้นๆ ว่าอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายดังกล่าว

7.โฆษณาจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบทับถมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น

8.ห้ามนำบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขนักวิชาการด้านอาหาร และนักโภชนาการมาแนะนำรับรองหรือเป็นผู้แสดงแบบในโฆษณา

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

กฎหมายควบคุมเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน

557000004876601ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายภายนอกมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายค่อนข้างน้อย อีกทั้งมีความหลากหลายทั้งส่วนผสมและประเภทของเครื่องสำอาง กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงวันเดือนปีผลิตในฉลากภาษาไทยของเครื่องสำอางทุกชนิด สำหรับเครื่องสำอางบางชนิด เช่น เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ต้องแสดงวันเดือนปีที่หมดอายุเพิ่มเติมจากวันเดือนปีที่ผลิตด้วยเครื่องสำอางส่วนใหญ่ผลิตจากเคมีภัณฑ์นานาชนิดอาจก่อให้เกิดพิษภัยหรือเป็นอันตรายหรือไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคซึ่งมีผลมาจากหลายสาเหตุ อาทิเช่น การลักลอบใช้เคมีภัณฑ์บางชนิดที่เป็นสารห้ามใช้ กระบวนการหรือกรรมวิธีการผลิตที่ไม่เหมาะสม การให้ข้อมูลข่าวสารของผลิตภัณฑ์และการโฆษณาทางสื่อต่างๆ รวมทั้งกลยุทธ์ด้านการขาย ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศ

ความปลอดภัยในการเลือกกินเลือกใช้สิ่งต่างๆกับร่างกายเราเป็นเรื่องที่ทุกคนควรต้องใส่ใจ เลือกสรรให้รอบคอบ เพราะทุกกระบวนการล้วนมีความก้าวหน้าพัฒนาการทั้งคุณภาพการผลิต การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ส่งเสริมยอดขายสินค้า ต้องยอมรับว่าผลติภัณฑ์จำนวนมากมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมยอดกว่าสมัยก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกไม่น้อยที่การประชาสัมพันธ์สินค้าเกินความเป็นจริงกว่ามาตรฐานสินค้านั้นๆ สร้างความหลงเชื่อแก่ผู้บริโภค หากสินค้านั้นมีคุณสมบัติต่ำกว่ามาตรฐานหรือมีสารประกอบอันตราย ผู้ที่รับผลจากการใช้ก็คงไม่พ้นคนที่ซื้อไปใช้นั่นเอง ดังนั้นโดยเฉพาะเรื่องของการเลือกใช้เครื่องสำอางคงเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียวที่เราจะรู้จักกฏหมายควบคุมกันบ้าง เพื่อรู้ทันป้องกันและเลือกสรรสิ่งที่ดีและปลอดภัยที่สุดให้กับตัวเราเอง

ในทางกฎหมายนั้นกำหนดความหมายของเครื่องสำอางไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ว่า วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบหรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงามและรวมตลอดทั้งเครื่องประทินผิวต่างๆด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและ เครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย โดยมีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อความสะอาด ความสวยงาม เพื่อสุขอนามัยที่ดี ไม่มีผลต่อโครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ใดๆของร่างกาย หากการผลิตไม่ได้มาตรฐานหรือผลิตมาไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ผลเสียย่อมเกิดกับผู้บริโภคแน่นอน ดังนั้นกฎหมายจึงได้จัดแบ่งประเภทเป็น เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ เครื่องสำอางควบคุม และเครื่องสำอางทั่วไป สำหรับบทลงโทษเบื้องต้นสำหรับผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้นำเข้าเพื่อขาย และผู้ขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้จะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

กฎหมายแรงงานที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้

ในการดำเนินธุรกิจสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง และจะขาดเสียไม่ได้ก็คือ พนักงานหรือแรงงาน นั่นเอง ซึ่งการคัดเลือกรับพนักงานเข้ามาร่วมงานกับบริษัทนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคัดเลือกให้ตรงกับหลักเกณฑ์ความสามารถที่บริษัทพึงต้องการจะได้จากพนักงานคนดังกล่าว เมื่อสามารถคัดเลือกได้ตามความต้องการแล้ว บริษัทก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลพนักงานคนดังกล่าวให้ได้รับสิทธิที่พึงจะได้ตามข้อบังคับทางกฎหมายที่ระบุไว้ให้ปฏิบัติตาม ซึ่งกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงก็คือกฎหมายแรงงานนั่นเอง

กฎหมายแรงงาน คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง ลูกจ้าง องค์การของนายจ้าง และองค์กรของลูกจ้าง รวมทั้งมาตรการที่กำหนด ให้นายจ้าง ลูกจ้างและองค์กรดังกล่าวปฏิบัติต่อกันและรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การจ้างงาน และการใช้งาน การประกอบกิจการและความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นไปโดยเหมาะสม

สำหรับผู้ที่เพิ่มเริ่มประกอบธุรกิจใหม่เราได้รวบรวมข้อกฎหมายแรงงานที่จำเป็นต้องทราบเอาไว้เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องมานำเสนอดังต่อไปนี้
1.ความสมบูรณ์ของการทำสัญญาจ้างแรงงาน
ซึ่งตามกฎหมายได้ทำการระบุไว้ว่า นายจ้างและลูกจ้างมีสิทธิที่จะแสดงเจตนาทำสัญญาจ้างแรงงานกันโดยสามารถทำได้ทั้งที่เป็นหนังสือหรือปากเปล่าก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งถ้าเกิดมีการกระทำที่ส่อไปในทางที่จะขัดต่อกฎหมายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ อาทิเช่น การทำสัญญาจ้างงานเป็นเวลา 6 เดือน โดยให้ทำตามที่นายจ้างสั่งเท่านั้น แต่ถ้าเกิดนายจ้างสั่งให้ไปขนของหนีภาษีมาจากท่าอากาศยาน สัญญาการจ้างงานก็จะถือเป็นโมฆะทันที เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

2. การคุ้มครองกำหนดเวลาในการทำงาน
ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจจะต้องเป็นผู้กำหนดเวลาทำงานปกติของลูกจ้างไม่ให้เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีหลักเกณฑ์การแบ่งได้ดังต่อไปนี้
– งานอุตสาหกรรมไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง
– งานขนส่งไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง
– งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดไว้ ต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง
– งานพาณิชยกรรม หรืองานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

3. สิทธิของลูกจ้างในการพักผ่อนระหว่างทำงาน
ในวันทำงานปกติคุณซึ่งถือเป็นนายจ้างต้องกำหนดให้ลูกจ้างมีเวลาพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ภายหลังจากที่เริ่มทำงานไปแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง แต่คุณกับลูกจ้างสามารถที่จะตกลงกันได้ว่า จะอนุญาตให้มีเวลาพักน้อยกว่า 1 ชั่วโมงก็ได้ แต่แต่ละครั้งต้องไม่น้อยไปกว่า 20 นาที และเมื่อนำมานับรวมกันแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ภายใน 1 วัน

4. สิทธิของลูกจ้างในการมีวันหยุด
โดยสามารถแบ่งชนิดของวันหยุดออกไปได้เป็น 3 ประเภท คือ
– วันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน โดยที่วันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน ซึ่งคุณสามารถที่จะทำการตกลงกับลูกจ้างได้ว่าจะให้หยุดกี่วัน และหยุดวันไหนบ้างตามแล้วแต่จะตกลงกับลูกจ้าง หรือสามารถเลื่อนวันหยุดประจำสัปดาห์ออกไปก่อนและให้มีการคิดสะสมก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน
– วันหยุดตามประเพณี ในหนึ่งปีคุณผู้เป็นนายจ้างต้องทำการประกาศวันหยุดออกมาให้ลูกจ้างทราบ โดยจะต้องไม่น้อยกว่า 13 วัน ต่อหนึ่งปี ซึ่งถ้าวันหยุดตามประเพณีในวันใดเกิดไปตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ให้ทำการเลื่อนวันหยุดตามประเพณีวันนั้นไปหยุดในวันทำงานถัดไป หรือที่เรียกกันว่าวันหยุดชดเชยนั่นเอง
– วันหยุดพักผ่อนประจำปี ถ้าลูกจ้างที่บริษัทของคุณทำงานมาติดต่อกันครบ 1 ปี ลูกจ้างของคุณมีสิทธิที่จะหยุดพักผ่อนประจำปีได้อย่างน้อย 6 วันทำงาน หรือคุณสามารถที่จะไปตกลงให้ลูกจ้างของคุณเลื่อนวันหยุดประจำปีออกไปสะสมในปีหน้าก็ทำได้

5. สิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด
ถ้าคุณมีความประสงค์ที่จะให้ลูกจ้างของคุณมาทำงานในวันหยุด คุณต้องทำการจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างปกติในวันทำงานสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ ส่วนลูกจ้างประจำที่กินเงินเดือนจะได้ค่าทำงานในวันหยุดในอัตราเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวของค่าจ้างในวันทำงานปกติ

6. สิทธิในการลาของลูกจ้าง
ลูกจ้างของคุณมีสิทธิลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วัน และยังคงได้ค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างปกติ อีกทั้งมีสิทธิลาเพื่อเข้ารัยราชการทหารโดยได้รับค่าจ้างตลอดแต่ต้องไม่เกิน 60 วัน ลูกจ้างที่เป็นสตรีและกำลังมีครรภ์สามารถลาคลอดได้ทั้งก่อนและหลังจากคลอดแต่ต้องไม่เกิน 90 วัน และได้รับค่าจ้างตามปกติ นอกจากนี้ในกรณีที่ลูกจ้างของคุณมีสถานภาพเป็นผู้นำสหภาพแรงงานต่างๆ ก็สามารถทำการลาเพื่อไปดำเนินกิจกรรมต่างๆของทางสหภาพได้ด้วย

เห็นได้ว่าในส่วนของกฎหมายแรงงานนั้นมีสาระใจความสำคัญอยู่เป็นจำนวนมากที่ไม่อาจจะละเลยได้ เพราะมีความละเอียดที่ค่อนข้างสูง มีเนื้อหากฎเกณฑ์รวมถึงข้อบังคับทางกฎหมายที่ค่อนข้างครอบคลุมในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับนายจ้างและลูกจ้าง สมควรที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่จะต้องทำการศึกษาอย่างถี่ถ้วนให้รอบคอบ เพราะสิ่งหนึ่งที่กฎหมายแรงงานได้แฝงและซ่อนเร้นเอาไว้นอกจากตัวกฎระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายแล้ว ก็คือนัยยะและปรัชญาในการใช้ชีวิตที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นการขีดเส้นใต้และเริ่มสร้างบรรทัดฐานในสิ่งที่ผู้มีอำนาจและอยู่เหนือกว่าพึงกระทำต่อผู้น้อยที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาอย่างทัดเทียมและมีเหตุผล ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมี นั่นคือสิทธิของความเป็นคน ที่ควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครองในเรื่องค่าจ้าง ดูแลเมื่อเจ็บป่วย มีเวลาพักผ่อนตามความเหมาะสม ให้ความเข้าใจและทำการยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งพอมาคิดดูให้ดีๆแล้วกฎหมายแรงงานก็เปรียบเสมือนสุภาษิตที่ว่ารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์เพื่อคุ้มครองแก่ผู้บริโภค


ภาวะสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันทางด้านการค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกประเทศจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางด้านการค้าในทันต่อเหตุการณ์และสภาพการแข่งขัน ประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาตัวสินค้า เนื่องจากคุณภาพและค่าแรงต่ำไม่ใช่สิ่งจูงใจและข้อได้เปรียบอีกต่อไปสำหรับกระแสโลกานุวัตร ดังนั้นจึงสมควรนำการออกแบบมาเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าสำหรับการส่งออก รัฐบาลไทยได้เห็นความสำคัญข้อนี้จึงได้จัดตั้งศูนย์กลางบริการการออกแบบเพื่อมุ่งพัฒนาการออกแบบสินค้าส่งออก ปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ในบ้านเรายังมีน้อยกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว กฎหมายที่ออกส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ผลิต

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์นับวันมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากความตื่นตัวของผู้บริโภคและกระแสโลกานุวัตรกระตุ้นให้รัฐต้องออกกฎหมายมาควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้บริโภคสินค้าตามปริมาณที่กำหนด ซึ่งจะได้ผลดีเพียงใดอยู่กับความร่วมมือของผู้ประกอบการในการดูแลเอาใจใส่ในการบรรจุสินค้าของตัวเองให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยครอบคลุมสินค้าที่ผลิตและจัดจำหน่ายภายในประเทศ และยังรวมถึงสินค้าหีบห่อที่นำเข้ามาหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร ดังนั้น อุปกรณ์หรือเครื่องจักรใดๆที่ใช้ในการชั่ง ตวงวัด จะต้องได้ใบรับรอง ส่วนหน่วยที่แสดงปริมาณของสินค้าตามมาตราชั่งตวงวัด ควรใช้ระบบเมตริกและตัวเลขที่ใช้สามารถใช้ตัวเลขอารบิคหรือตัวเลขไทยได้ ขนาดของตัวเลขและตัวอักษรที่ต้องใช้ไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร

วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการถ่ายทอดของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์ลงไปสู่อาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ หรือมีผลทำให้ส่วนประกอบของอาหารเปลี่ยนแปลง หรือมีผลทำลายรสชาติและกลิ่นของอาหาร และยังมีข้อบังคับเกี่ยวกับกระบวนการในการขออนุญาตการใช้สารเคมีในวัสดุที่สัมผัสกับอาหาร โดยควรผลิตจากวัสดุที่มีแหล่งที่มาที่มีความรับผิดชอบ ออกแบบให้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตลอดช่วงวงจรของการใช้งาน มีคุณสมบัติตามกลไกตลาดคือมีราคาและคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหมายของผู้บริโภค และสามารถได้รับการฟื้นฟูหลังการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประหยัดทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ตอบสนองความคาดหมายของลูกค้าในการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ปกป้องสินค้า มีความปลอดภัย และมีข้อมูลครบถ้วน รวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายและในการขนส่ง

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

ความรู้ทางด้านกฎหมายที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ

ความรู้ทางด้านกฎหมายที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ

กฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจทุกธุรกิจการค้า ดังนั้นเจ้าของกิจการหรือพนักงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ หากนักธุรกิจกระทำการใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อาจทำให้ไร้ผล หรือไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลเสียหายต่อการทำธุรกิจ นักธุรกิจและพนักงานของบริษัท จำเป็นจะต้องเข้าใจกฎหมายขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญากับคู่ค้า  การผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้  สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในการทวงถามหนี้ รวมถึงสิทธิในการเรียกดอกเบี้ยและค่าเสียหาย การใช้เช็คในการชำระหนี้ รวมถึงการดำเนินคดีต่าง หากมีข้อพิพาททั้งทางแพ่งและทางอาญา  รวมทั้งต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับอายุความ ของหนี้ หากปล่อยปละละเลยอาจทำให้คดีขาดอายุความ  สูญเสียสิทธิในการดำเนินคดีในชั้นศาล

ปัจจุบันสังคมไทยมีความสับสนตลอดจนความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง จนนำไปสู่การตีความกฎหมายอย่างผิดๆ หากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายอาจสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกันการดำเนินธุรกิจที่มีความสลับซับซ้อนประกอบกับการตื่นตัวในสิทธิประโยชน์ของประชาชน ทำให้ความรู้ความเข้าใจในกฎหมายถือเป็นพื้นฐานที่จำเป็นที่ผู้บริหารทุกคนมิอาจมองข้ามได้ ผู้บริหารต้องรู้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารที่เป็นนักธุรกิจ เนื่องจากหากประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจมากเพียงใด แต่ถ้าทำผิดกฎหมาย ฉ้อโกง หรือจ้างวานฆ่าคนอื่น ความเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจก็ดับวูบทันที หรือบางครั้งธุรกิจอาจเกิดความเสียหายหรือ เสียเปรียบจากความไม่รู้กฎหมาย และแม้ว่าองค์กรจะมีฝ่ายกฎหมายอยู่แล้ว ผู้บริหารยิ่งควรรู้และเข้าใจกฎหมายเพื่อจะได้มีความคิดเห็นเสนอสนองต่อกัน

ดังนั้นการเรียนรู้ทางด้านกฎหมายเพื่อการประกอบธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการเองควรมีความรู้ด้านนี้พอสมควร เพื่อให้รู้เท่าทันกับการทำการค้ากับบริษัทอื่นๆ หรือในหลายๆบริษัทตัดสินใจจ้างที่ปรึกษาด้านกฎหมายเข้ามาควบคุมดูแลการจัดการต่างๆ และในปัจจุบันมีบริษัทมากมายที่คอยให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับบริษัทต่างๆ

Posted in ธุรกิจ | Tagged , | Comments Off