การจดสิทธิบัตรมีความสำคัญอย่างไร

เมื่อมีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา ผู้ที่คิดค้นและนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจ ต้องมีการจดสิทธิบัตร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายไม่ถูกละเมิดในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำซ้ำ ปลอมแปลงออกมาขาย ซึ่งการจดสิทธิบัตรนั้นเป็นการบอกต่อให้ประชาชนได้ทราบว่าผลิตภัณฑ์นี้มีเจ้าของ และเป็นการยกย่องผลงานด้วย

การจดสิทธิบัตรช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ เมื่อถึงเวลาที่ได้รับความนิยมต้องการที่จะซื้อสูตร จะต้องเข้ามาขอซื้อตามกฎหมาย ไม่สามารถขโมยหรือลอกไปใช้ได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการคุ้มครองทางกฎหมายที่สำคัญในการประกอบธุรกิจ โดยขั้นตอนในการจดสิทธิบัตร มีดังนี้

1.ยื่นเอกสารคำขอจดสิทธิบัตร การขอเอกสารดังกล่าวจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ที่สำคัญมากที่สุดในการกรอกรายละเอียดแต่ละช่องรายการควรทำด้วยความละเอียดรอบคอบถ้ามีข้อสงสัยในจุดไหนควรสอบถามเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขอจดสิทธิบัตรและจะทำให้ช่วยประหยัดเวลาไม่ต้องมาแก้ไขอีกในภายหลัง

2.แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง ถ้าเกิดพบข้อบกพร่องที่จะต้องดำเนินการแก้ไขเจ้าหน้าที่นายทะเบียน ถ้าดำเนินการเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามและไม่มายื่นเรื่องผ่อนผันจะถือว่าผู้มาขอยื่นจดสิทธิบัตรทำการสละสิทธิ์ดังกล่าว

3.ประกาศโฆษณา เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะแจ้งให้มาชำระเงินค่าประกาศโฆษณาเป็นจำนวนเงิน 250 บาท โดยในการประกาศโฆษณาจะทำการประกาศโฆษณาลงในหนังสือประกาศโฆษณาคำขอมีสิทธิบัตรเป็นเวลา 90 วัน เหตุเพื่อให้ผู้อื่นได้คัดค้านในกรณีที่มีการแอบอ้าง

4.ดำเนินการออกสิทธิบัตร เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบดูว่าก่อนหน้านี้เคยมีแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความเหมือนหรือคล้ายกันออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ถ้าไม่มีจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการออกสิทธิบัตรให้ตามคำขอ และเรียกมาเสียค่าธรรมเนียมการดำเนินการเพิ่มอีก 500 บาท

การที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่นั้น จะต้องรีบดำเนินการจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการถูกละเมิดโดยคู่แข่งทางธุรกิจ และป้องกันผลิตภัณฑ์ซ้ำกับผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่าใครเป็นคนคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นมาก่อนกัน

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

กฎหมายเบื้องต้นที่เราควรจะรู้ไว้

การทำธุรกิจนั้นผู้ประกอบการจะพบเจอกับปัญหาทางธุรกิจในหลายๆด้าน เช่น สินค้า การเงิน คู่แข่ง และแผนการตลาด แต่อาจไม่น้อยคนนักที่จะนึกถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในบางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าธุรกิจเรากำลังทำสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้เสียเวลาและเงินทองจนไปถึงการล้มละลายได้ สำหรับกฎหมายที่ควรรู้ในการทำธุรกิจ มีดังนี้

1.ภาษีการเงิน ผู้ประกอบการที่จะต้องเผชิญกับเรื่องของตัวเลขทางการเงินทั้งหลาย ที่มาจากยอดขาย ค่าใช้จ่าย หรือการหักลดหย่อนภาษีต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้จากการทำบัญชีที่หละหลวม เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แค่ตัวเลขผิดไปตัวเดียว ก็เกิดปัญหาทางกฎหมายได้ สิ่งสำคัญของการทำบัญชีเองนั้นก็ต้องมีการตรวจเช็คให้ละเอียดรอบคอบก่อนที่จะยื่นส่งรายงานการเงิน

2.ลูกค้าฟ้องร้อง เกิดจากความไม่พึงพอใจในสินค้าและการบริการต่างๆ ของลูกค้าล้วนแล้วแต่มีโอกาสส่งผลไปถึงการฟ้องร้องแทบทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้มากแค่ไหน ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธุรกิจของตัวเราเองก่อนว่าเรานั้นเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงในการที่ต้องแบกรับค่าเสียหายที่เกิดจากการฟ้องร้องมากแค่ไหน และควรมีที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายไว้เพื่อตอบสนองต่อคำร้อง หรือสิ่งที่ลูกค้ากล่าวหา

3.การละเมิดลิขสิทธิ์ อาจเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แม้บางทีเราอาจไม่ได้ไปลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของผู้อื่นที่จดลิขสิทธิ์มาแล้ว แต่ก็อาจโดนฟ้องได้จากผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ในองค์กร เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีทนายความที่คอยดูแลเรื่องสิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญหาเหล่านี้ เพราะหากเราพลาดไปเพียงนิดเดียวลิขสิทธิ์ของผลิตภัณฑ์เรามีโอกาสถูกโขมยไปได้ต่อหน้าต่อตาโดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทางที่ดีก็ควรมีที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายไว้คอยชี้แนะ

4.ถูกลูกจ้างฟ้องร้อง อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านกฎหมายที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ในบางครั้งก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคลในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับข้อตกลง และกฎระเบียบขององค์กรอย่างละเอียดก็จะช่วยให้เมื่อเกิดกรณีพิพาทแล้ว

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ควรรู้

ปัญหาสิ่งแวดล้อมมักจะเกิดและกระทบต่อประชาชนผู้เกี่ยวข้องอยู่ในวงค่อนข้างจำกัด ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ใกล้ชิดกับวัตถุมีพิษหรือสารเคมีซึ่งใช้อยู่ในวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ในระยะหลังจะพบว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบอย่างเด่นชัดต่อประชาชนโดยวงกว้าง ทั้งนี้เป็นผลจากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นจากความประมาท ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือขาดความระมัดระวังที่ดีพอ แม้กระทั่งความเคยชินในพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การทิ้งขยะในคูคลอง แต่ในหลายกรณีเกิดจากการตกค้างของของเสียซึ่งเป็นผลจากการบริโภคของมนุษย์ และสะสมในสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว กลับกลายเป็นปัญหาทางสังคมซึ่งจะต้องแก้ไขด้วยการให้การศึกษาและหาทางออกในลักษณะของรูปธรรมที่เด่นชัดยิ่งขึ้นและทั้งยังจำเป็นจะต้องใช้มาตรการบังคับทางกฎหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง ซึ่งมาตรการบังคับในทางกฎหมายในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นกฎเกณฑ์มาตรฐาน เงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะกำหนดให้สังคมปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพราะกฎหมายเป็นแต่เพียงเครื่องมือซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ หรือโครงสร้างซึ่งจะช่วยให้บรรลุผลตามที่ต้องการเท่านั้น นักกฎหมายส่วนใหญ่เป็นแต่เพียงผู้เชี่ยวชาญทางการบัญญัติหลักเกณฑ์เบื้องต้น แต่ยังขาดความรู้ความสามารถเฉพาะด้านโดยเฉพาะในรายละเอียดจำเป็นจะต้องอาศัยการประมวลข้อมูลจากศาสตร์สาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เพื่อนำมาใช้เป็นมาตรการบังคับทางกฎหมาย จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการนำทฤษฎีสมัยใหม่มาใช้เป็นมาตรการบังคับทางกฎหมายมากขึ้น เช่น การห้ามประกอบวิชาชีพ การคุมประพฤติ ซึ่งจะได้พิจารณาถึงแนวความคิดในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมถึงแนวความคิดในสาขาอื่นๆ เช่น ทางเศรษฐศาสตร์ในประเด็นการหาผู้รับผิดชอบปัญหาสิ่งแวดล้อมในทางทฤษฎีพื้นฐานความคิดในทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้ศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างหลากหลายเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทยทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ป่าไม้และน้ำบาดาล ก็ประสบปัญหาคือแม้จะมีกฎหมายระบุไว้ แต่การบังคับตามกฎหมายนั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เป็นเพราะเรื่องต้นทุนในการดำเนินการ จำนวนบุคลากร ปัญหาคอรัปชั่นและอื่นๆ จึงทำให้ทรัพยากรเหล่านี้แม้จะมีเจ้าของแต่ก็มีสภาพใกล้เคียงกับสินค้าสาธารณะนั้นคือ มีผู้เข้าไปใช้ประโยชน์โดยผิดกฎหมายอยู่เสมอ
จะเห็นได้ว่า สิ่งแวดล้อมก็คือวัตถุที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตในลักษณะของสิ่งที่มีขนาดเล็ก เช่น ไรฝุ่น จุลินทรืย์ หรือไม่มีชีวิต เช่น ดิน น้ำ หรือบรรยากาศรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรือโดยการประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ก็ตามสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทั้งสิ้น

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

กฎหมายด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารที่ควรรู้ สำหรับผู้ประกอบการ

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการบริโภคของมนุษย์เพื่อการดำรงชีวิต โดยอาหารเป็นสินค้าประเภทที่มีการซื้อขาย จำหน่ายตามสภาพของกลไกทางการตลาด จึงมีเรื่องการโฆษณาส่งเสริมการขายอาหารในหลากหลายรูปแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากข้อมูลที่ผู้บริโภคได้รับจากการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้นไม่เพียงพอหรือบิดเบือน มีข้อผิดพลาด หรือการโฆษณาที่เป็นเท็จเกินจริง ในการหลอกลวงจนผู้บริโภคซึ่งไม่เป็นธรรมและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคในด้านสุขภาพและความปลอดภัย ทางรัฐจึงได้มีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกำกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารไว้ คือ การโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารผ่านสื่อโฆษณาจะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเสียก่อนซึ่งการโฆษณาในปัจจุบันมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการส่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไปยังผู้บริโภค ทั้งยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคสินค้าด้วย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยใช้ข้อมูลจากการโฆษณาในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ดังนั้น หากผู้ประกอบการกระทำการโฆษณาเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวโดยไม่มีคุณธรรมหรือขาดความรับผิดชอบย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคและสังคมส่วนรวม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร ดังนั้น การให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมพึงตระหนักและร่วมกันดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

สำหรับมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร จะประกอบไปด้วย การใช้ชื่ออาหารต้องไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญไม่เป็นเท็จไม่เป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ ทำให้เข้าใจผิดหรือขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย คือ

1.ภาพและข้อความบนฉลากที่ปรากฏอยู่ในสื่อโฆษณาหรือประกอบข้อความโฆษณา ต้องถูกต้องตามกฎหมายและตรงตามความเป็นจริง

2.การโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพของอาหารให้แสดงคุณประโยชน์คุณภาพของอาหารทั้งตำรับและจะอนุญาตให้โฆษณาโดยการแจกแจงคุณประโยชน์ของสารอาหารแต่ละชนิดที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นั้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีคุณประโยชน์เหล่านี้จริง

3.การแสดงข้อความกล่าวอ้างทางโภชนาการรวมทั้งการใช้ข้อมูลทางโภชนาการส่งเสริมการขาย เช่น แคลเซียมสูง ไขมันต่ำ ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

4.การโฆษณาจะต้องใช้ข้อความ ภาพ หรือเสียงที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจอย่างชัดเจนว่าอาหารนั้นมีแหล่งผลิตที่ใด

5.ห้ามโฆษณาอาหารโดยวิธีเลี่ยงให้เป็นการโฆษณาชื่อสถานประกอบการ ซึ่งมีชื่อพ้องหรือชื่อเดียวกับชื่อผลิตภัณฑ์

6.การนำเครื่องหมายต่างๆ มาประกอบโฆษณาจะต้องมีหนังสือรับรองจากองค์กรนั้นๆ ว่าอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายดังกล่าว

7.โฆษณาจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบทับถมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น

8.ห้ามนำบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขนักวิชาการด้านอาหาร และนักโภชนาการมาแนะนำรับรองหรือเป็นผู้แสดงแบบในโฆษณา

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off

กฎหมายควบคุมเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน

557000004876601ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกายภายนอกมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายค่อนข้างน้อย อีกทั้งมีความหลากหลายทั้งส่วนผสมและประเภทของเครื่องสำอาง กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงวันเดือนปีผลิตในฉลากภาษาไทยของเครื่องสำอางทุกชนิด สำหรับเครื่องสำอางบางชนิด เช่น เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ต้องแสดงวันเดือนปีที่หมดอายุเพิ่มเติมจากวันเดือนปีที่ผลิตด้วยเครื่องสำอางส่วนใหญ่ผลิตจากเคมีภัณฑ์นานาชนิดอาจก่อให้เกิดพิษภัยหรือเป็นอันตรายหรือไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคซึ่งมีผลมาจากหลายสาเหตุ อาทิเช่น การลักลอบใช้เคมีภัณฑ์บางชนิดที่เป็นสารห้ามใช้ กระบวนการหรือกรรมวิธีการผลิตที่ไม่เหมาะสม การให้ข้อมูลข่าวสารของผลิตภัณฑ์และการโฆษณาทางสื่อต่างๆ รวมทั้งกลยุทธ์ด้านการขาย ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศ

ความปลอดภัยในการเลือกกินเลือกใช้สิ่งต่างๆกับร่างกายเราเป็นเรื่องที่ทุกคนควรต้องใส่ใจ เลือกสรรให้รอบคอบ เพราะทุกกระบวนการล้วนมีความก้าวหน้าพัฒนาการทั้งคุณภาพการผลิต การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ส่งเสริมยอดขายสินค้า ต้องยอมรับว่าผลติภัณฑ์จำนวนมากมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมยอดกว่าสมัยก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกไม่น้อยที่การประชาสัมพันธ์สินค้าเกินความเป็นจริงกว่ามาตรฐานสินค้านั้นๆ สร้างความหลงเชื่อแก่ผู้บริโภค หากสินค้านั้นมีคุณสมบัติต่ำกว่ามาตรฐานหรือมีสารประกอบอันตราย ผู้ที่รับผลจากการใช้ก็คงไม่พ้นคนที่ซื้อไปใช้นั่นเอง ดังนั้นโดยเฉพาะเรื่องของการเลือกใช้เครื่องสำอางคงเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียวที่เราจะรู้จักกฏหมายควบคุมกันบ้าง เพื่อรู้ทันป้องกันและเลือกสรรสิ่งที่ดีและปลอดภัยที่สุดให้กับตัวเราเอง

ในทางกฎหมายนั้นกำหนดความหมายของเครื่องสำอางไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ว่า วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบหรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงามและรวมตลอดทั้งเครื่องประทินผิวต่างๆด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและ เครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย โดยมีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อความสะอาด ความสวยงาม เพื่อสุขอนามัยที่ดี ไม่มีผลต่อโครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ใดๆของร่างกาย หากการผลิตไม่ได้มาตรฐานหรือผลิตมาไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ผลเสียย่อมเกิดกับผู้บริโภคแน่นอน ดังนั้นกฎหมายจึงได้จัดแบ่งประเภทเป็น เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ เครื่องสำอางควบคุม และเครื่องสำอางทั่วไป สำหรับบทลงโทษเบื้องต้นสำหรับผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้นำเข้าเพื่อขาย และผู้ขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้จะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off